วิทยุออนไลน์ 92.75

กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกันตนเอง “กันยาใส่ใจ ห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ”

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มี 10 โรคติดต่อที่พบบ่อย ประกอบด้วย

โรคอุจจาระร่วง ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ มือเท้าปาก อาหารเป็นพิษ โควิด 19 ไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัส RSV สุกใส ซิฟิลิส ส่วนโรคที่พบผู้เสียชีวิตบ่อยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) โรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) ปอดอักเสบ โควิด 19 ไข้เลือดออก อุจจาระร่วง และไข้หวัดใหญ่ กรมควบคุมโรคจึงแนะนำวิธีป้องกันตนเอง โดยในกลุ่มโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจให้ปฏิบัติตามมาตรการ "ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด" ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ใน 7 กลุ่มเสี่ยง โรคมือเท้าปาก ที่พบมากในเด็กแรกเกิด - 4 ปี ผู้ปกครองต้องสอนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ส่วนโรงเรียนต้องมีมาตรการคัดกรองเด็ก หากพบเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเดียวกันภายใน 1 สัปดาห์ ให้ปิดห้องเรียนอย่างน้อย 1 วันเพื่อทำความสะอาด สำหรับโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ให้ทายากันยุง ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด นอนในมุ้ง ส่วนโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) และ โรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) ให้หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หากจำเป็นให้รีบ

ทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่ทันที รวมทั้งป้องกันตนเองจากไฟดูด ไฟช็อต และฟ้าผ่า นอกจากนี้ในวันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็น “วัน หัวใจโลก” โดยในปี 2568 สมาพันธ์หัวใจโลกได้กำหนดประเด็นการรณรงค์ คือ Don't miss a beat : อย่าพลาดจังหวะหัวใจ มุ่งเน้นให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

รายละเอียด

(10 ก.ย. 68) แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค พร้อมด้วยนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงข่าวในหัวข้อ “กันยาใส่ใจ ห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ” พร้อมแนะนำวิธีป้องกันตนเองจากโรคและภัยสุขภาพ

โดย 10 โรคติดต่อที่พบบ่อยใน 1 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคมือเท้าปาก อาหารเป็นพิษ โรคโควิด 19 โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัส RSV โรคสุกใส โรคซิฟิลิส ส่วนโรคที่พบผู้เสียชีวิตบ่อยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ โรคเมลิออยโดสิส โรคไข้หูดับ โรคเลปโตสไปโรสิส โรคปอดอักเสบ โรคโควิด 19 โรคไข้เลือดออก โรคอุจจาระร่วง โรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ จากข้อมูลเมื่อวันที่ 1 มกราคม - 4 กันยายน 2568 พบผู้ป่วยสะสม 486,562 คน ผู้เสียชีวิต 57 คน ในผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว 36 คน กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนมากที่สุด คือ 5 - 9 ปี ทั้งนี้ สายพันธุ์ที่ตรวจพบมากที่สุดระหว่างเดือนสิงหาคม - กันยายน คือ A/H3N2

โรคปอดอักเสบ วันที่ 1 มกราคม - 4 กันยายน 2568 พบผู้ป่วยสะสม 298,223 คน ผู้เสียชีวิต 504 คน กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนมากที่สุด คือ แรกเกิด - 4 ปี และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไป

โรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus : RSV) ซึ่งในปี 2568 พบผู้ป่วย 8,473 คน ผู้เสียชีวิต 1 คน กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยต่อประชาการแสนคนมากที่สุด คือ แรกเกิด - 4 ปี แนวโน้มผู้ป่วยยังคงเพิ่มสูงขึ้นและสูงกว่าปี 2567 ทั้งนี้ การติดเชื้อไวรัส RSV สามารถติดต่อได้ผ่านการหายใจเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ RSV ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันในผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันในเด็กเล็กและกลุ่มเสี่ยง สามารถสอบถามเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้รักษาได้

คำแนะนำสำหรับโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจ ปฏิบัติตามมาตรการ "ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด" คือ ปิด เมื่อไอหรือจาม ควรใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากจมูกทุกครั้ง หากป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย ล้าง ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลล้างมือ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร

หลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ หรือหลังเข้าห้องน้ำ เลี่ยง หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรืออยู่ในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือ หยุด เมื่อมีอาการป่วย ควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรมต่าง ๆ จนกว่าจะหายดี แนะนำ 7 กลุ่มเสี่ยง เข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นประจำทุกปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สถานพยาบาลของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการ

โรคมือเท้าปาก วันที่ 1 มกราคม - 9 กันยายน 2568 มีผู้ป่วยสะสม 73,517 คน ไม่พบผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ แรกเกิด - 4 ปี ทั้งนี้ โรคมือเท้าปาก สามารถติดต่อทางตรงได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ แนะนำประชาชนปฏิบัติ ดังนี้

1. สอนให้เด็กล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสสิ่งสกปรก

2. ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

3. หลีกเลี่ยงการนำเด็กเข้าไปในสถานที่แออัด ในช่วงที่มีการระบาด

4. หากพบบุตรหลานป่วย ควรแยกออกจากเด็กอื่นในครอบครัวและพาไปพบแพทย์

5. หากเด็กป่วยควรหยุดเรียนตามคำแนะนำของแพทย์ หรือจนกว่าจะพ้นระยะของการแพร่เชื้อ

คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา

1. คัดกรองเด็กนักเรียนก่อนเข้าสถานศึกษา และแยกเด็กที่ป่วยออกจากเด็กปกติ

2. หากพบว่าเด็กป่วย ควรแจ้งให้ผู้ปกครองรับกลับไปดูแลรักษาที่บ้านจนกว่าจะหาย

3. จัดให้มีอ่างล้างมือ และสบู่ล้างมือให้เพียงพอ

4. หากพบเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ในห้องเดียวกันภายใน 1 สัปดาห์ ให้ปิดห้องเรียนอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาด

5. ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสในห้องเรียน สิ่งของเครื่องใช้ ของเล่น ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ และควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่รับผิดชอบทราบ

โรคไข้เลือดออก ในปี 2568 พบผู้ป่วย 42,187 คน ผู้เสียชีวิต 44 คน ปัจจัยเสี่ยงในผู้ป่วยเสียชีวิต คือ

มีโรคประจำตัว ได้รับยา NSAIDs (หรือ Non–Steroidal Anti–Inflammatory เป็นกลุ่มยาแก้อักเสบชนิดหนึ่ง

ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ที่มักใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวด บวม หรืออักเสบ) ไปโรงพยาบาลช้า ติดสุรา และมีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นวัยเรียน แต่อัตราป่วยตายสูงในอายุ 45 ปี ขึ้นไป

โรคชิคุนกุนยา (โรคไข้ปวดข้อยุงลาย) ปี 2568 พบผู้ป่วย 1,064 คน ไม่พบผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยมากที่สุด คือ 35 - 44 ปี ทั้งนี้ มีการพบผู้ป่วยสูงกว่าปี 2567 ถึง 2.4 เท่า โดยพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน

ที่จังหวัดเชียงใหม่ บึงกาฬ ลำพูน และอุดรธานี

โรคติดเชื้อไวรัสซิกา ปี 2568 พบผู้ป่วย 175 คน กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยมากที่สุด คือ 25 - 34 ปี และพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิกาเพิ่มขึ้น มียุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการที่พบบ่อย คือ ไข้ต่ำ ๆ ผื่นแดง ปวดข้อ ตาแดง และอ่อนเพลีย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง แต่หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ อาจส่งผลให้ทารกมีภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด และความผิดปกติของสมองหลังคลอด ส่งผลต่อพัฒนาการระยะยาว แนะประชาชน สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด ใช้ยาทากันยุง กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากไวรัสซิกาสามารถติดต่อจากน้ำอสุจิหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยได้

คำแนะนำสำหรับโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ทายากันยุง ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด นอนในมุ้ง หากมีไข้สูง 1 - 2 วัน รับประทานยาลดไข้ เช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลด ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือมีผื่นจุดแดงขึ้นตามตัว ควรรีบไปพบแพทย์ และห้ามรับประทานยาลดไข้ชนิดอื่นนอกจากพาราเซตามอล

โรคไข้หวัดนก สถานการณ์ทั่วโลก ปี 2568 มีผู้ป่วยสะสม 27 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 9 คน สำหรับประเทศไทยความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แนะประชาชน รับประทานอาหารที่ปรุงสุก หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีก สุกรหรือโคนม ที่ป่วยหรือตายผิดปกติ ควรสวมหน้ากากอนามัย สวมถุงมือ และล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัส หากพบสัตว์ปีกป่วยตายจำนวนมาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด ต้องหมั่นติดตามข่าวสารการระบาดของพื้นที่ที่จะเดินทางไป ทำประกันสุขภาพสำหรับเดินทาง

กรณีเดินทางกลับจากต่างประเทศให้สังเกตอาการตนเอง หากมีอาการป่วยคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ภายใน 2 สัปดาห์ ให้รีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง

โรคโปลิโอ ปี 2568 เดือนสิงหาคม มีรายงานว่าพบผู้ป่วยเชื้อโปลิโอชนิด cVDPV1 ที่แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยประเทศไทยพบผู้ป่วยโปลิโอรายสุดท้ายในปี 2540

แนะประชาชน

1. ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ซึ่งเป็นการป้องกันที่สำคัญที่สุด โดยแนะนำให้รับวัคซีนชนิดฉีด (IPV) จำนวน 2 ครั้ง ในเด็กอายุ 2 และ 4 เดือน และให้วัคซีนชนิดรับประทาน (OPV) จำนวน 3 ครั้ง ในเด็กอายุ 6 เดือน 1 ปี 6 เดือน และ 4 ปี

2. สำหรับเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนล่าช้า ควรเข้ารับวัคซีนให้ครบเร็วที่สุด สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคโปลิโอ หากมีประวัติรับวัคซีนไม่ครบ แนะนำรับวัคซีนกระตุ้น 1 ครั้ง ก่อนเดินทางอย่างน้อย 4 สัปดาห์

โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) วันที่ 1 มกราคม - 4 กันยายน 2568 ผู้ป่วยสะสม 2,631 คน ผู้เสียชีวิต 32 คน กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือ 60 ปีขึ้นไป

แนะประชาชน

1. สวมรองเท้าบู๊ตขณะลุยน้ำท่วมขังหรือย่ำดินแฉะ และหากต้องทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ควรสวมถุงมือยางร่วมด้วย

2. หลังทำความสะอาดบ้านหรือลงแช่น้ำให้รีบล้างมือ ล้างเท้า หรืออาบน้ำด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที

3. หากพบว่ามีไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตัวหรือปวดกล้ามเนื้อ หลังเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือ

ลงแช่น้ำ ภายใน 1 - 2 สัปดาห์ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำย่ำโคลนให้แพทย์ทราบ

โรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) วันที่ 1 มกราคม - 29 สิงหาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสม 2,782 คน ผู้เสียชีวิต 130 คน พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากที่สุดในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป

แนะประชาชน 1. หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรงหากจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ต ถุงมือยาง กางเกงขายาวหรือชุดลุยน้ำ

2. หลังสัมผัสดินและน้ำให้ทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที

3. รับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำในบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานหรือน้ำต้มสุก

4. หลีกเลี่ยงการสูดดมลมฝุ่นและการอยู่กลางสายฝน

5. หากมีอาการไข้สูงต่อเนื่อง 2 วัน มีประวัติการสัมผัสดินและน้ำ ให้รีบพบแพทย์ทันที

ไฟดูด ไฟช็อต ปี 2568 มีผู้บาดเจ็บ 1,603 คน ผู้เสียชีวิต 88 คน พบผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตมากที่สุด

ในกลุ่มอายุ 25 - 29 ปี แนะประชาชน ยึดหลัก 4 ย. “โยก ย้าย อย่า หยุด” โยก คือ โยกปิดสายไฟลงทันที

เมื่อเกิดน้ำท่วม ย้าย คือ ย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนน้ำท่วม เพราะอาจมีกระแสไฟฟ้ารั่ว อย่า คือ อย่าแตะสวิตช์ไฟ ไม่เดินเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเสาเหล็กที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ขณะที่ร่างกายเปียก หยุด คือ หยุดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่น้ำท่วม ควรให้ช่างตรวจสอบก่อน

ฟ้าผ่า ปี 2568 มีผู้บาดเจ็บ 58 คน ผู้เสียชีวิต 5 คน พบผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตมากที่สุดในกลุ่มอายุ 45 - 49 ปี แนะประชาชน

1. เมื่อฝนกำลังจะตกให้กลับเข้าที่พัก

2. หากอยู่ในรถให้ปิดกระจกให้มิดชิด

3. ห้ามอยู่ใกล้ต้นไม้ เสาไฟฟ้าหรือป้ายโฆษณาขนาดใหญ่

4. หากหาที่หลบไม่ได้ให้นั่งยอง ๆ ก้มศีรษะให้ตัวอยู่ต่ำที่สุด เท้าชิดกัน และเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย ใช้มือปิดหู

5. หลีกเสี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในขณะที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง

นอกจากนี้ ในวันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็น วันหัวใจโลก โดยในปี 2568 นี้ สมาพันธ์หัวใจโลก

ได้กำหนดประเด็นการรณรงค์ คือ Don't miss a beat : อย่าพลาดจังหวะหัวใจ เพราะการดูแลหัวใจทุกวินาที

มีค่าและทุกจังหวะหัวใจคือชีวิต มุ่งเน้นให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ทั้งนี้จากสถานการณ์ทั่วโลกพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 20.5 ล้านคน และ 1 ใน 5 เป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สามารถป้องกันได้ สำหรับประเทศไทย

มีผู้ป่วยสะสมโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 2.6 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี

แนะประชาชน

1. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ตามหลัก 2:1:1 คือ ผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน ลดไขมัน โซเดียม และน้ำตาล

2. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

3. งดสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4. ควรจัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ รวมทั้งตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง

#กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกันตนเอง #กันยาใส่ใจห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ #วันหัวใจโลก #กรมควบคุมโรค #กระทรวงสาธารณสุข #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar